Thailand

Have Luxury Goods Lost Their Allure Amidst New Emerging Technologies?

have-luxury-goods-lost-their-allure-amidst-new-emerging-technologies?

แบรนด์ระดับลักชัวรีควรจะกลัวเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติหรือควรจะนำมาใช้เสียเลยเพื่อเป็นประโยชน์กับตนเอง

บทความ:
โจเซฟ โลว์ ภาพเปิด: Vojd Studios  

[ English ]

มนุษย์เริ่มมีความสามารถในการผลิตสินค้าแบบเป็นจำนวนมากในช่วงทศวรรษที่ 1800 หลังจากที่เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมขึ้นแล้วหลายครั้ง พัฒนาการดังกล่าวทำให้สังคมมีศักยภาพในการผลิตที่หลากหลาย เช่น การใช้เครื่องยนต์พลังงานไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักรที่ใช้ในการทอผ้า แต่ความก้าวหน้าในเชิงเทคโนโลยีนั้นก็ส่งผลให้งานฝีมือแบบดั้งเดิมต้องดับสูญก่อนเวลาเช่นกันเพราะหากยังคงใช้วิธีเดิมๆ ต่อไปก็ไม่อาจผลิตสินค้าได้ทันขายตลาด

อย่างไรก็ดี นี่ก็เป็นโอกาสให้กับเหล่าสำนักช่างต่างๆ ที่มีความภาคภูมิใจในการผลิตสินค้าคุณภาพสูงด้วยมือสำหรับลูกค้ากลุ่มพิเศษที่รู้จักว่าของใดดีและมีเงินซื้อของนั้นด้วย จุดนี้เองเป็นการเปิดช่องให้เกิดแบรนด์ระดับลักชัวรีอย่างเช่น Louis Vuitton, Hermes, Chanel, Prada ฯลฯ แต่ในเมื่อสังคมพัฒนาต่อไป วิธีการผลิตรูปแบบใหม่ๆ ย่อมเกิดขึ้นมาและส่งผลเป็นวงกว้างไปทั่ววงการลักชัวรี

Luxury news featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
ผลิตภัณฑ์จากคอลเลคชั่น Fall/Winter 2019 ของ Acne Studios (Photo: Vojd Studios)

อย่างเช่นในศตวรรษที่ 21 นี้ซึ่งสังคมก้าวไกลไปเป็นอย่างมากและเราอยู่ในยุคของการพิมพ์ 3 มิติแล้ว แม้ในขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวจะยังไม่ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นวงกว้างนัก แต่การพิมพ์ 3 มิติก็กำลังค่อยๆ เข้ามาแพร่หลายในหมู่คนจำนวนมากยิ่งขึ้น

Luxury news featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
กระบวนการพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ (Photo: Shutterstock)

ถ้าคุณยังไม่คุ้นเคยกับการพิมพ์ 3 มิติ ขอให้นึกภาพว่ามันก็คล้ายกับการทำงานของเครื่องพิมพ์ปกติ แต่แทนที่จะพิมพ์แล้วได้ผลงานที่เป็นรูปแบบ 2 มิติก็จะได้เป็นรูปแบบ 3 มิติแทนด้วยการใช้เทคนิคการเติมเนื้อวัสดุเข้าไปทีละชั้นจนโมเลกุลของวัสดุผสานกันแล้วเกิดเป็นรูปทรงที่คุณต้องการ กระบวนการพิมพ์ 3 มิตินี้ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษจำพวกเครื่องตัดหรือแม่พิมพ์ และกระบวนการเติมเนื้อวัสดุที่แม่นยำเช่นนี้ก็ทำให้เราสามารถสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนได้ เราจึงสามารถพิมพ์ชิ้นงานต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

Luxury news featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
คอลเลคชั่น Autumn/Winter 2018 ของ Balenciaga ซึ่งใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ขนาดเท่าตัวนายแบบนางแบบพอดี (Photo: Monica Feudi / Indigital.tv

ทางด้านโลกแฟชั่นระดับลักชัวรี แบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มมีการใช้การพิมพ์ 3 มิติในกระบวนการออกแบบบ้างแล้วเช่นกัน อย่างเช่น Balenciaga ซึ่งใช้เทคนิคนี้ในการสร้างสรรค์ผลงานเสื้อผ้าบางชิ้นในคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2018 เริ่มต้นด้วยการบันทึกสัดส่วนของนายแบบนางแบบแต่ละคนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะได้พิมพ์เสื้อผ้าออกมาได้พอดีตัวจริงๆ ซึ่งข้อดีตรงจุดนี้ของการพิมพ์ 3 มิติก็ช่วยส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นในขณะนี้ด้วย

การผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิตินั้นไม่ก่อให้เกิดของเสีย และนี่คือมาตรฐานใหม่ที่แบรนด์แฟชั่นหลายแบรนด์มุ่งหวังจะทำให้เป็นผลสำเร็จ แบรนด์ในเครือ LVMH หลายแบรนด์เริ่มใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อการสร้างสินค้าต้นแบบ เช่นเดียวกันกับ Adidas ที่ออกแบบรองเท้าด้วยวิธีการนี้ ที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่านั้นอีกก็คือการผลิตแอคเซสซอรี่จำพวกแว่นกันแดดและจิวเวลรีต่างๆ ที่มีการใช้การพิมพ์ 3 มิติเพื่อสร้างแบบเฉพาะตัวสำหรับลูกค้าแต่ละราย เป็นการยกระดับประสบการณ์แห่งความลักชัวรีได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อเราพิจารณาเทรนด์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมแฟชั่น หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าเทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้ซื้อ ในอดีตนั้นการได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรีก็เป็นเป้าหมายอันสูงสุดแล้ว แต่ในเมื่อทุกคนก็เริ่มมีเหมือนกันหมด อารมณ์แห่งความพิเศษและความเร้นลับที่ผูกโยงอยู่กับความลักชัวรีก็เริ่มหายไป แต่ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไม่อยากได้สินค้าจากแบรนด์ลักชัวรีแล้ว ที่จริงต้องบอกว่ามีคนอยากได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่มีอายุน้อยลงกว่าเดิม

และเมื่อการพิมพ์ 3 มิติทำให้แบรนด์ต่างๆ ผลิตสินค้าได้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันต่ออุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ แบรนด์ระดับท็อปต่างๆ จะยังคงเรียกราคาแพงๆ ได้อย่างไร เพราะหากว่าเขาสามารถใช้เทคนิคการพิมพ์ 3 มิตินี้ผลิตสินค้าระดับลักชัวรีออกมาได้เลย ทุกชิ้นหน้าตาเหมือนกันหมด อย่างนั้นต้นทุนก็ควรจะต่ำลงไม่ใช่หรือ

เกียรติประวัติในอดีต ความเรียบร้อยของงานและวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าลักชัวรีเหล่านี้เองที่จะเป็นปัจจัยรับรองราคาที่เรียกไป แบรนด์อย่างเช่น Chanel, Louis Vuitton, Prada ต่างมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานที่ช่างแต่ละคนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการเพิ่มพูนทักษะของตน เมื่อคุณซื้อสินค้าเหล่านี้ก็เท่ากับว่าคุณซื้อเวลาที่เขาใช้ในการผลิตสินค้าเหล่านั้น และแม้ว่าองค์ประกอบบางส่วนของผลิตภัณฑ์จะเกิดจากการพิมพ์ 3 มิติ แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็ไม่อาจเลียนแบบการทิ้งตัวตามธรรมชาติของผ้าสักผืนหนึ่งหรือเย็บเสื้อขึ้นมาเป็นตัวได้ ผู้ซื้อสินค้าลักชัวรีนั้นให้คุณค่าต่อการที่ช่างฝีมือใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ จนรู้สึกว่าราคาค่าตัวที่สูงลิ่วของผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะสมดีแล้ว

Luxury news featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
รองเท้าที่ผลิตด้วยมือ (Photo: Berluti)

การพิมพ์ 3 มิติไม่อาจสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าลักชัวรีในบูติคหรูและการเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาแห่งแบรนด์ได้ แต่การพิมพ์ 3 มิติก็สามารถอำนวยความสะดวกในกระบวนการแห่งการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์เหล่านี้ไปสู่ผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น จากนี้ไปการพิมพ์ 3 มิติก็จะมีบทบาทยิ่งกว่านี้อีก ดังนั้น แทนที่แบรนด์ต่างๆ จะเพิกเฉยต่อเทคโนโลยีนี้ก็ควรจะหาทางใช้ประโยชน์จากมันเสียมากกว่า

บทความที่เกี่ยวข้อง: The Lion City is Becoming a Sanctuary for the Super Rich

Should luxury brands be fearful of 3D printing or should they embrace it and create a new form of partnership?

Words: Joseph Low Opening Photo: Vodj Studios 

Our society’s ability for mass production started in the 1800s after undergoing various industrial revolutions. This has opened up society to a myriad of manufacturing capabilities such as using steam engine to power textile machinery. While this is a giant leap in terms of our advancement in technology with innovation at its nucleus, there is also the untimely demise of traditional craftsmanship as it slowly becomes economically unviable for the mass.

However, what this creates is another opportunity whereby these ateliers proud themselves in producing extremely high-quality handcrafted products that cater to a niche group of people that have the eye and money to make these purchases. Hence, this allowed for the advent of luxury brands such as Louis Vuitton, Hermes, Chanel, Prada and others. But as society continues to innovate, new forms of production will certainly emerge and cause a ripple effect on the luxury sector.

Moving forward to the 21st century, our society has progressed by leaps and bounds and now we are in the age of 3D printing. While the use of this new technology has not been widely adopted for commercial purposes, 3D printing is slowly but surely trickling down more widely across the population.

If you are new to the game of 3D printing, simply put, it works similarly to how a regular printer would function. But unlike traditional printing where you can only have the product in 2D, 3D printing uses additive manufacturing to realise your dream creation. Layers upon layers of molecules fuse together which builds up and forms a three-dimensional shape. Using 3D printing, no special tools are required such as cutting tools or moulds, and the precise addition process renders the process for complex structures, hence the possibilities are limitless.

In the realm of luxury fashion, brands have started to incorporate the use of 3D printing into their design process. Take a look at Balenciaga’s Autumn/Winter 2018 collection and you will be surprised to know that the clothes consisted of 3D printed pieces. Each model’s exact measurements were recorded and input into the computer so that they are printed as per the fitting requirements. From this, we can derive another strong case for 3D printing, which is sustainability, an issue pertinent to the fashion industry.

Using 3D printing produces almost no waste at all – a standard that many fashion houses are striving for these days. Brands under LVMH have employed 3D printing in making the prototypes of their products as with Adidas and their footwear. More prominently, in the making of the accessories such as sunglasses and jewellery, 3D printing help to create a customised mould that is unique to the customer, elevating the luxurious experience.

Taking a look at the current trend within the fashion industry, one would observe that personalisation ranks at the top of the list. In the past, owning a luxury product is the ultimate aim but now with the ubiquity of luxury brands, the prestige and elusiveness that are often associated with luxury have been diluted. That is not to say these luxury brands are not desirable anymore, in fact, there is a growing appetite for them amongst the burgeoning younger generation.

Compounding the ease of access to these luxury brands, 3D printing makes it even easier for brands to produce their products and at a shorter period of time in order to make up for the increased demand for their products. How then can top brands continue to justify their price points? If one could simply 3D print out luxury goods where the appearance looks virtually the same, the cost should be lowered.

To justify the prices, one has to look at the heritage, craftsmanship and material used to make these luxury goods. Brands like Chanel, Louis Vuitton, Prada have a storied history where its craftsmen have spent almost their entire lifetime perfecting their skills. When you purchase a product, you are essentially buying their time in producing that item. And while some parts of a product could be 3D printed out, the technology is not able to replicate the natural drape of a fabric or stitch up a piece of clothing. Luxury buyers are appreciative of the artisans spending utmost attention on the details and that for them, justifies the exorbitant prices that tag along with the products.

3D printing cannot recreate the experience of buying a luxury product in a store along with the opportunity to be part of the brand’s philosophy but it can complement the process of perpetuating these brands’ legacies to a broader audience. Moving forward, 3D printing will only become more entrenched so rather than shun its presence, a synergy should be encouraged.

Luxury news featured by Luxuo Thailand -- The Luxury Lifestyle Curator
Haute couture with 3D technology from the Fall/Winter 2015/16 collection of Chanel (Photo: Chanel)

See also: The Lion City is Becoming a Sanctuary for the Super Rich

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *